อันเนื่องมาจากเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียงและการนำไปใช้ ภาค คนทำงาน(ในเมือง)

อันเนื่องมาจากเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียงและการนำไปใช้ ภาค คนทำงาน(ในเมือง)

ครั้งหนึ่ง เมื่อนานมาแล้ว ได้มีโอกาสซื้อหนังสือ ใต้เบื้องพระยุคลบาท มานั่งอ่าน พร้อมทั้งสะดุดใจในแนวทางของการใช้เศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งในหลวง ร.9 ท่านได้นำเอาไปประยุกต์ใช้กับเกษตรกร กลายเป็น เกษตรทฤษฎีใหม่

แท้จริงแล้ว พระองค์ท่านเอง ได้แบ่งระดับขั้นของเรื่องนี้ ไว้เป็นสามระดับ ยกตัวอย่างเทียบง่ายๆตรงที่
การมีน้ำเพียงพอสำหรับใช้ทำการเกษตรพร้อมที่ดิน ในที่นี้ ขอยกเป็นเรื่องของการมีน้ำกันก่อน เพราะสามารถโยงไปถึงเรื่องของคนทำงานในเมืองได้เช่นเดียวกัน

ระดับแรก มีน้ำเพียงพอเฉพาะแต่ละบ้าน มีบ่อประจำบ้านอยู่

ระดับสอง มีน้ำเพียงพอระดับชุมชน มีอ่างเก็บน้ำ มีฝาย กักเก็บ

ระดับสาม มีน้ำเพียงพอในระดับอำเภอหรือระดับจังหวัด มีเขื่อนคอยกักเก็บน้ำ

ถ้าเปรียบให้เงิน เหมือนน้ำ สำหรับคนทำงานในเมือง มีวิถีทางให้เลือกไม่มาก ทำได้แค่สองแนวทางต่อไปนี้คือ

ลดรายจ่าย และ เพิ่มรายได้

สำหรับเรื่องการลดรายจ่ายนั้น มีกูรูต่างๆ นำเสนอแนะเอาไว้แล้วอย่างมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลดภาษีสังคมที่ไม่จำเป็นต่อตัวเองลง อันนี้ก็ทำได้ แต่สุดท้ายแล้ว ผู้เขียนมองดูแล้วว่า มันก็เหมือนกับการขอดน้ำกินแล้วรอน้ำมาเติมใหม่ในเดือนถัดไป แค่นั้นเอง ซึ่งทำให้คนบางส่วนทนไม่ไหว จำเป็นต้องสร้างหนี้ขึ้นมา(นี่ยังไม่นับหนี้กาฝาก ซึ่งถือว่าเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่น่าเจ็บปวดสำหรับคนทำงาน คืออยู่ดีไม่ว่าดี มีคนหาหนี้มาคล้องคอให้ทั้งเต็มใจทำและแกมบังคับ) ซึ่งถือว่าเป็นรูรั่วทางการเงินอย่างหนึ่งที่พึงระวัง

มาดูในส่วนของการเพิ่มรายได้กันบ้าง

ในตอนนี้ คนทำงานในเมือง มีทางเลือกในมือ 2 อย่าง ที่จะเพิ่มรายได้ คือ

1.ตั้งใจทำงานให้ดีๆ มีผลงานมากๆ ปีหน้าจะได้เลื่อนตำแหน่ง เงินเดือนจะได้เยอะขึ้น

2.ขยันทำงาน ทั้งในที่ทำงาน และ หางานนอกทำ หาอะไรมาขาย ในวันหยุด

ถ้าจะทำอย่างข้อ 2   เพื่อทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น คุณต้องรู้จักสิ่งต่อไปนี้

1.การลงทุน

2.การค้าขาย

3.การจัดการความเสี่ยง

หรือบางคนอาจจะบอกว่า ไม่เอา ไม่กล้า แต่ฉันถนัดในด้านการเป็นมือปืนรับจ้าง รับงานนอกมาทำ อันนั้น ก็ไม่ว่ากันครับ เพียงแต่คุณต้องเพิ่มการจัดสรรเวลาลงไปด้วย เพราะว่า คุณจะเหนื่อยขึ้นกว่าเดิม 2 เท่าเป็นอย่างน้อย

มีบทความหนึ่ง เขียนไว้ในเพจ ไปให้ถึง 100 ล้าน

ชื่อว่า “ขวดน้ำ ถังน้ำ อ่างเก็บน้ำ ตอนนี้อยู่ในขั้นไหนและมี น้ำ เก็บไว้เยอะขนาดไหน

กล่าวถึง ภาชนะเก็บเงิน 3 อย่าง ได้แก่ ขวดน้ำ ถังน้ำ และอ่างเก็บน้ำ
เมื่ออ่านในครั้งแรก อดแปลกใจไม่ได้ ที่ดูจะคล้ายกันกับ เรื่อง แหล่งน้ำ ในเกษตรทฤษฎีใหม่ อยู่เหมือนกันเพียงแต่เปลี่ยนจากแหล่งน้ำที่ทำการเกษตร มาเป็นแหล่งเก็บเงินแทน (ที่สำคัญมันตอบคำถามที่ค้างใจมานานพอสมควรว่า ถ้าจะเอาแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้กับคนทำงานในเมืองจริงๆ มันควรจะทำได้ประมาณไหน เพราะเกณฑ์หลักของเรื่องนี้จริงๆ คือ เงินเปรียบเหมือนน้ำ นี่เอง ซึ่งจะบังเอิญหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนนับถือครับ)

สรุปใจความว่า ถ้าเทียบ เงิน เป็น น้ำ ภาชนะใส่เงิน ก็เปรียบได้กับอาชีพต่างๆ หรือการลงทุนต่างๆ

ถ้าเป็นขวด มีหลายขวด มีอาชีพหลายอย่าง เงินก็จะมีมาก

แต่จะดีกว่านั้น ถ้าคุณมีถังเก็บน้ำ ที่เอาน้ำจากหลายขวดมาเก็บในถัง เทียบได้กับการต่อยอดหาสิ่งที่สร้างผลตอบแทน จะมากหรือน้อย ขึ้นกับ สภาพฐานะของแต่ละบุคคล ตรงนี้ ต้องอาศัยระยะเวลา

และจะดียิ่งขึ้น ถ้า จากถังน้ำที่มี กลายเป็น อ่างเก็บน้ำ เปรียบได้กับการสร้างระบบธุรกิจและสร้างรายได้ให้เราแบบอัตโนมัติ ตรงนี้ ต้องอาศัยทั้งระยะเวลาและประสบการณ์ แต่ทุกอย่าง ก็อยู่ที่ ฐานะ และ ความพึงพอใจของแต่ละบุคคล

คือ คุณไม่จำเป็นต้องเป็นเศรษฐี 100 ล้านก็ได้ แค่คุณมีรายได้ เพียงพอต่อการใช้จ่าย และเพียงพอต่อการใช้ชีวิต อย่างไม่ลำบากและขัดสนจนเกินไป เท่านี้ ก็ถือว่า เพียงพอแล้ว

ส่วนเกิน นอกเหนือจากนี้นั้น เช่น การใช้ชีวิตตามความฝัน ตามความต้องการ หรือทำอะไรที่อยากทำ
อะไรต่างๆเหล่านั้น ล้วนแต่เป็นนามธรรม และเป็นเรื่องเฉพาะของปัจเจกบุคคลทั้งสิ้น
ไม่ควรนำมากล่าวเหมารวม

อันที่จริง ถ้าพวกเราคนทำงาน ทำได้แบบนี้กันทุกคน ก็พอจะทำให้ชีวิตดีขึ้นได้บ้าง อยู่พอสมควร

ที่เหลือจากนี้ ก็นอกเหนือพวกเราแล้วล่ะ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตนไปก่อนก็แล้วกันครับ สวัสดี.

Leave a Reply